โรคหืด (Asthma) ป้องกันได้ด้วย วินฟิชออย(WIN FISH OIL)
โรคหืด (Asthma) เป็นโรคพบในเด็กมีมากถึง 10-12% ของเด็กทั้งหมด ส่วนผู้ใหญ่พบน้อยกว่า คือประมาณ 6.9% ผู้ป่วยโรคหืดจะมีอาการหอบเหนื่อยเป็นๆหายๆ สมรรถภาพในการทำงานของปอดลดลง ทำให้เหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ บางครั้งจะมีอาการหอบรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน หรือต้องเข้านอนรับการรักษาในโรงพยาบาล ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยลดลง
โรคหืดเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหืด ได้แก่ กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม เช่นถ้าพ่อแม่เป็นโรคหืด ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคหืดเพิ่มขึ้น ส่วนสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดโรคหืดที่สำคัญ ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ขนสุนัข ขนแมว เป็นต้น มีการศึกษาพบ ว่า บ้านที่พ่อและ/หรือแม่สูบบุหรี่ ลูกมีโอกาสเป็นโรคหืดมากกว่าบ้านที่พ่อแม่ไม่สูบบุหรี่
โรคหืดมีอาการอย่างไร?
อาการสำคัญของผู้ป่วยโรคหืดคือ อาการไอ อาการหอบ และหายใจมีเสียงหวีด อาการไอมักจะไอแห้งๆ หรืออาจมีเสมหะเล็กน้อย สีขาวใส ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นๆหายๆ อาการมักเป็นมากในเวลากลางคืน หรือ เวลาที่สัมผัสสิ่งกระตุ้น (สารก่อภูมิแพ้) เนื่องจากหลอดลมผู้ป่วยโรคหืดไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ ดังนั้นเวลาสัมผัสสิ่งกระตุ้น หลอดลมจะหดตัวทำให้หลอดลมตีบ ทำให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการ ไอ หอบ หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเราเรียกว่า การจับหืด
อาการหอบหายใจลำบาก และมีเสียงหวีดนี้ บางทีก็อาจทุเลาหายไปได้เอง หรือดีขึ้นเมื่อกินยาหรือพ่นยาขยายหลอดลม แต่ถ้าหลอดลมตีบมากผู้ป่วยก็จะมีอาการมากจนทำงานปกติไม่ไหว ต้องหยุดงานและต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาล
สิ่งกระตุ้นที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคหืด หอบได้ มีหลายอย่างเช่น
- สารก่อภูมิแพ้ เช่น ขนสุนัข ขนแมว ไรฝุ่น และละอองเกสรดอกไม้
- การสัมผัสความร้อน-เย็น เช่น การรับประทานไอศกรีม หรือเข้าห้องแอร์
- การออกกำลังกาย การหัวเราะมากๆ
- มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น เครียด
- การเป็นไข้หวัด หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน (จมูก ไซนัส ลำคอ ท่อลม)
- การรับประทานยาบางตัว เช่น ยากลุ่มแอสไพริน และ ยาต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดส์ (NSAIDs) และยาลดความดันโลหิตกลุ่ม บีตา บลอกเกอร์ (Beta-blocker) เช่น ยาโปรปาโนโลล (Propanolol) เป็นต้น
โรคหืดมีวิธีรักษาอย่างไร?
หลักการรักษาโรคหืดในปัจจุบัน เราทราบว่าสาเหตุของโรคหืด คือมีหลอด ลมอักเสบ ซึ่งการอักเสบชนิดไม่ได้เกิดจากติดเชื้อ ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น ดังนั้นเวลาสัมผัสสิ่งกระตุ้น หลอดลมจะตีบ ทำให้เกิดการหอบ หายใจมีเสียงหวีด เรียกว่าจับหืด เมื่อเรารักษาหลอดลมอักเสบให้ดีขึ้น หลอดลมก็จะไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น พอสัมผัสสิ่งกระตุ้นก็จะไม่หอบ คนไข้โรคหืดก็จะกลับมาเป็นคนปกติได้
เป้าหมายการรักษาในปัจจุบัน คือทำให้ผู้ป่วยโรคหืดมีชีวิตเช่นคน ปกติ นั่นคือ สามารถควบคุมโรคให้สงบได้ ป้องกันการกำเริบของโรค ยกสมรรถภาพปอดให้เป็นปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตเช่นคนปกติ หลีกเลี่ยงภาวะแทรก ซ้อนจากการใช้ยา และลดการเสียชีวิตจากโรคหืด
โรคหืดรักษาหายไหม?
โรคหืดสามารถรักษาจนผู้ป่วยมีชีวิตเช่นคนปกติได้ไม่ยาก โดยการให้ยารักษาซึ่งได้แก่ยาพ่นเสตียรอยด์ เมื่อใช้ยาพ่นเสตียรอยด์เป็นเวลานานๆ เช่น 1-3 ปี จะทำให้การอักเสบของหลอดลมลดลงมาก ทำให้หลอดลมไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ผู้ป่วยก็จะไม่มีอาการได้ ซึ่งเรียกว่าโรคหืดอยู่ในระยะสงบ ทั้งนี้ ในโรคระยะนี้ ผู้ ป่วยสามารถหยุดยาได้ ซึ่งผู้ป่วยจะไม่มีอาการหอบและผู้ป่วยไม่ต้องใช้ยา
ดังนั้น ผู้ป่วยจะพูดว่าหายจากโรคหืดแล้ว แต่แพทย์จะไม่เรียกว่า โรคหืดหาย แพทย์จะเรียกว่า โรคหืดอยู่ในภาวะสงบ ซึ่งอาจจะสงบไปนานเท่าไหร่ก็ได้ ขึ้นกับการดูแลตนเองของผู้ป่วย และการพบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด
ปัจจุบัน สามารถป้องกันโรคหืด หอบ ได้ด้วย วิน ฟิช ออย 1000
วิธีรับประทาน วิน ฟิช ออย 1000
- ผู้ใหญ่ 1-3 เม็ด ต่อ วัน อาจเพิ่มปริมาณได้ตามต้องการในกรณีที่มีปัญหาสุขภาพ
หากรับประทานน้ำมันปลาเป็นประจำ วันละ 1 – 3 แคปซูล
จะได้คุณประโยชน์จากน้ำมันปลา วันละ 1 – 3 กรัม
Fish Oil 1000
-สารสกัดธรรมชาติจากปลาทะเลลึกในน้ำเย็นจัดของมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกเหนือและนอร์เวย์
-คุณภาพสูง เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของกรดไขมันโอเมก้า-3 ได้แก่ EPA และ DHA
-1 แคปซูล = น้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม (1 กรัม) มีปริมาณ EPA 180 มิลลิกรัม และ DHA 120 มิลลิกรัม
ปริมาณและราคา
ขวดขนาด 30 แคปซูล ราคา 630 บาท
ขวดขนาด 60 แคปซูล ราคา 1,120 บาท
สั่งซื้อที่
คุณ วีระชัย ทองสา โทร. 084-6822645 , 085-0250423
อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com
อัมพาต อัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันได้ด้วย วินฟิชออย(WIN FISH OIL)
โรคอัมพาต คือ แขน และ/หรือ ขา ขยับเขยื้อนไม่ได้ ไม่มีแรง ใช้งานไม่ได้ ส่วนโรคอัมพฤกษ์หรือ อาการอัมพฤกษ์ หมายถึงแขน และ/หรือ ขา อ่อนแรงกว่าเดิม ยังพอใช้งานได้ แต่ใช้ได้น้อยกว่าปกติ เช่น อาจชา หยิบจับของหนัก หรือ หยิบจับดินสอเพื่อเขียนหนังสือตามปกติไม่ได้ ดังนั้น อัมพฤกษ์ จึงมีความรุนแรงน้อยกว่าอัมพาต
โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ ที่จริงแล้วเป็นอาการของโรคหลอดเลือดในสมอง ที่ส่งผลให้สมองขาดเลือด จึงเกิดอาการแขนขาใช้งานไม่ได้ หรือ อ่อนแรง
โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ (Stroke) เรียกว่า โรคซีวีเอ (CVA, Cerebro Vascular Accident) คือ อาการผิดปกติที่เกิดจากสมองขาดเลือดเกิดขึ้นนานเกิน 24 ชั่วโมง แต่เมื่ออาการที่ผิด ปกติสามารถหายกลับเป็นปกติได้ภายใน 24 ชั่วโมง เรียกว่า เป็นอาการอัมพาต หรือ อัมพฤกษ์ชั่วคราว หรือ คือ โรค/อาการ ทีไอเอ (TIA, Transient Ischemic Attack)
นอกจากใช้คำว่า Stroke แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งเป็นโรคเกิดจากการขาดเลือดเช่นกัน บางท่านจึงเรียกโรค/อาการนี้ว่า โรค/อาการ Brain Attack
โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ เป็นโรคพบได้บ่อยโรคหนึ่ง ในประเทศที่เจริญแล้ว โรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากโรคหัวใจ เป็นโรคพบได้บ่อยในอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป (95%ของผู้ป่วยทั้งหมด) โดยประมาณสองในสามของผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 65 ปี ทั้งนี้ พบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิงประมาณ 1.5 เท่า
โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์เกิดจากอะไร?
โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ มีสาเหตุเกิดจาก สมองขาดเลือดทันทีภายในระยะ เวลาเป็นนาทีหรือ ชั่วโมง ไม่ใช่ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ซึ่งเกิดได้จาก 2 สาเหตุสำคัญ คือ หลอดเลือดแดงสมองอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุพบบ่อยกว่า และหลอดเลือดแดงสมองแตก
หลอดเลือดแดงสมองอุดตัน เช่น จากหลอดเลือดแดงสมองตีบตันจากโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งมีสาเหตุจากโรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และการสูบบุหรี่ หรือมีลิ่มเลือดเกิดในหลอดเลือดแดงสมอง หรือ ลิ่มเลือดจากหลอดเลือดดำขา หรือ ลิ่มเลือดจากโรคหัวใจเต้นรัว เอเอฟ (AF, Atrial Fibrillation) หลุดลอยเข้ากระแสโลหิตและอุดตันหลอดเลือดสมอง
หลอดเลือดแดงสมองแตก ที่พบได้บ่อย คือ ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และในโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต อัมพฤกษ์
ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต อัมพฤกษ์ของคนไทยกลุ่มศึกษา ได้แก่
1. อายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
2. เพศ ผู้ชายมีโอกาสเกิดโรคสูงกว่าผู้หญิง
3. อาชีพ คนว่างงาน หรือทำงานบ้าน โอกาสเกิดสูงกว่า
4. ถิ่นที่พักอาศัย คนกรุงเทพฯเกิดโรคสูงกว่าคนภาคอื่นๆ
5. โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง
โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์มีอาการอย่างไร?
อาการจากโรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์เป็นอาการที่เกิดทันที เป็น นาที หรือ ชั่วโมง โดยอาการขึ้นกับตำแหน่งสมองส่วนที่ขาดเลือด ซึ่งที่พบบ่อย ได้แก่
- แขน ขา ด้านเดียวกันอ่อนแรงทันที
- แขน ขาด้านเดียวกัน ใบหน้า ชา
- สับสน พูดไม่ชัด หรือ พูดไม่ได้
- อาจมีตาพร่า มองเห็นภาพไม่ชัด หรือ เห็นภาพเพียงบางส่วน หรือ เห็นภาพได้แคบลง
- อาจหายใจเหนื่อยหอบ ติดขัด
- มึนงง วิงเวียน ทรงตัวไม่ได้
- ปวดศีรษะอย่างมากทันที
- ถ้าเกิดจากมีเลือดออกในสมอง ความดันในสมองมักขึ้นสูง ส่งผลให้เกิดคลื่นไส้อาเจียน
- เมื่อมีอาการมาก อาจหมดสติ โคม่า และเสียชีวิตในที่สุด
รักษาโรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์
การรักษาโรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ คือ การรักษาสาเหตุ เช่น ผ่าตัดสมองเมื่อเกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ใส่สารอุดตันเข้าหลอดเลือดเมื่อเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง ให้ยาละลายลิ่มเลือด เมื่อเกิดจากลิ่มเลือดอุดตัน นอกจาก นั้น คือ ให้การรักษาเพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ เช่น ให้ยาลดการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด ให้การรักษาควบคุมโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ เช่น รักษาควบคุม โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูง และการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อแขน/ขา และ/หรือ การฝึกพูด
โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ เป็นโรครุนแรง ส่งผลให้เสียชีวิตได้ และเมื่อรอดชีวิต มักเกิดความพิการ ซึ่งส่งผลให้เคลื่อนไหวได้น้อย ช่วยตัวเองได้น้อย จึงเพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้สูง เช่น ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินปัสสาวะ ดัง นั้น โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ จึงเป็นโรคที่ส่งผลให้เกิดปัญหาทั้ง ทางสาธารณสุข สังคมและครอบครัว
ปัจจุบัน สามารถป้องกันปัญหาโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดสมอง ด้วย วิน ฟิช ออย 1000
วิธีรับประทาน วิน ฟิช ออย 1000
- ผู้ใหญ่ 1-3 เม็ด ต่อ วัน อาจเพิ่มปริมาณได้ตามต้องการในกรณีที่มีปัญหาสุขภาพ
หากรับประทานน้ำมันปลาเป็นประจำ วันละ 1 – 3 แคปซูล
จะได้คุณประโยชน์จากน้ำมันปลา วันละ 1 – 3 กรัม
Fish Oil 1000
-สารสกัดธรรมชาติจากปลาทะเลลึกในน้ำเย็นจัดของมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกเหนือและนอร์เวย์
-คุณภาพสูง เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของกรดไขมันโอเมก้า-3 ได้แก่ EPA และ DHA
-1 แคปซูล = น้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม (1 กรัม) มีปริมาณ EPA 180 มิลลิกรัม และ DHA 120 มิลลิกรัม
ปริมาณและราคา
ขวดขนาด 30 แคปซูล ราคา 630 บาท
ขวดขนาด 60 แคปซูล ราคา 1,120 บาท
สั่งซื้อที่
คุณ วีระชัย ทองสา โทร. 084-6822645 , 085-0250423
อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com
โรคความดันโลหิตสูง ป้องกันด้วย วินฟิชออย(WIN FISH OIL)
โรคความดันโลหิตสูง หรือเรียกว่า ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension หรือ High blood pressure) เป็นโรคพบได้บ่อยมากอีกโรคหนึ่งในผู้ใหญ่ พบได้สูงถึง ประมาณ 25-30% ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง และพบได้สูงขึ้นในผู้สูงอายุ ในบางประเทศ พบโรคนี้ได้สูงถึง 50% ของผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบโรคนี้ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่มาก
โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะมีความดันโลหิต วัดได้สูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตร–ปรอท ขึ้นไป ทั้งนี้ความดันโลหิตปกติ คือ 90-119/60-79 มม.ปรอท
โรคความดันโลหิตสูงแบ่งตามสาเหตุได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Essential hypertension) ซึ่งพบได้สูงถึง 90-95% ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด และชนิดทราบสาเหตุ (Secondary hypertension) ซึ่งพบได้ประมาณ 5-10% ของโรคนี้ ดังนั้น โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึง “โรคความดันโลหิตสูง” จึงหมายถึง “โรคความดันโลหิตสูงชนิดยังไม่ทราบสาเหตุ”
โรคความดันโลหิตสูงเกิดได้อย่างไร?
โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เชื่อว่า น่าเกิดจากหลายๆปัจจัยร่วมกัน ที่สำคัญ คือ อิทธิพลของเอ็นไซม์ (Enzyme, สารเคมีที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆ) ที่เรียกว่า เรนิน (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน (Angiotensin) จากไต ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไต และกับต่อมใต้สมองในการควบคุม น้ำ เกลือแร่โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือด ในร่างกาย ทั้งหมดเพื่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งเรียกว่า กระบวนการ Renin-Angiotensin system
ส่วนโรคความดันโลหิตสูงชนิดรู้สาเหตุ มักเกิดจากโรคต่างๆที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ต่อหัวใจ และต่อสมดุลของ ฮอร์โมน และ/หรือ เกลือแร่ในร่างกาย ที่พบบ่อย เช่น จาก โรคไตเรื้อรัง จากโรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไต เช่น อักเสบ หรือ ตีบ จากการติดสุรา จากมีฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายผิดปกติ เช่น จากเนื้องอกบางชนิดของต่อมหมวกไต หรือ ของต่อมใต้สมอง
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่
-พันธุกรรม โอกาสมีความดันโลหิตสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
-โรคเบาหวาน เพราะก่อให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งของไต
-โรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดต่างๆตีบจากภาวะไขมันเกาะผนังหลอดเลือด
-โรคไตเรื้อรัง เพราะจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังกล่าวแล้ว
-โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea)
-สูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ตีบตันของหลอดเลือดต่าง รวมทั้งหลอดเลือดไต และหลอดเลือดหัวใจ
-การติดสุรา ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนถึงกลไกว่าทำไมดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง แต่การศึกษาต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุรา จะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ และมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50% ของผู้ติดสุราทั้งหมด
โรคความดันโลหิตสูงมีอาการอย่างไร?
ความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และจากการที่เป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรงถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้ แต่มักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลข้างเคียง เช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคหลอดเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง (ปวดศีรษะ และตาเห็นภาพไม่ชัด)
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการจากตัวความดันโลหิตสูงเองได้ โดยอาการที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน สับสน และเมื่อมีอาการมากอาจโคม่า และเสียชีวิตได้
รักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างไร?
การรักษาโรคความดันโลหิตสูง คือ การให้ยาลดความดันโลหิต การรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงและเป็นสาเหตุ การรักษาและป้องกันผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง และการรักษาประคับประคองตามอาการ
การรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น รักษาโรคเบาหวาน การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น รักษาโรคไตเรื้อรัง หรือ รักษาโรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง
การรักษาผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง เช่น การรักษาโรคไตเรื้อรัง (โรคไตเป็นได้ทั้งสาเหตุ และผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง)
โรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140-159/90-99 มม.ปรอท
โรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไป
โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจากโรคหัวใจ สมอง ไต ล้มเหลว
โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง และไต
ปัจจุบัน สามารถป้องกันปัญหาโรคความดันโลหิตสูงด้วย วิน ฟิช ออย 1000
วิธีรับประทาน วิน ฟิช ออย 1000
- ผู้ใหญ่ 1-3 เม็ด ต่อ วัน อาจเพิ่มปริมาณได้ตามต้องการในกรณีที่มีปัญหาสุขภาพ
หากรับประทานน้ำมันปลาเป็นประจำ วันละ 1 – 3 แคปซูล
จะได้คุณประโยชน์จากน้ำมันปลา วันละ 1 – 3 กรัม
Fish Oil 1000
-สารสกัดธรรมชาติจากปลาทะเลลึกในน้ำเย็นจัดของมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกเหนือและนอร์เวย์
-คุณภาพสูง เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของกรดไขมันโอเมก้า-3 ได้แก่ EPA และ DHA
-1 แคปซูล = น้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม (1 กรัม) มีปริมาณ EPA 180 มิลลิกรัม และ DHA 120 มิลลิกรัม
ปริมาณและราคา
ขวดขนาด 30 แคปซูล ราคา 630 บาท
ขวดขนาด 60 แคปซูล ราคา 1,120 บาท
สั่งซื้อที่
คุณ วีระชัย ทองสา โทร. 084-6822645 , 085-0250423
อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com
ไมเกรน (migraine) ป้องกันด้วย วินฟิชออย(WIN FISH OIL)
ไมเกรน (migraine) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง อาการปวดเป็นพักๆ เป็นๆ หายๆมีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ระยะเวลาในการปวดแต่ละครั้งประมาณ 8-12 ชั่วโมง บางรายอาจปวดนานถึง 72 ชั่วโมง
อาการปวดไมเกรน จะแย่ลงถ้ามีการเคลื่อนไหว ขณะปวดมักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีอาการนำก่อนปวด เช่น เห็นแสงวูบวาบคล้ายแสงแฟลช ตามองไม่เห็นชั่วครู่ ชาข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย อาการนำมักเป็นอยู่ประมาณ 5–20 นาที
โรคนี้พบในเพศหญิงมากกว่าชาย เริ่มอาการครั้งแรกในวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว อาการเป็นๆ หายๆ ถี่หรือห่างแล้วแต่บุคคลและปัจจัยสภาพแวดล้อม บางคนอาการจะหายไปเมื่ออายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเกิดอาการไมเกรนครั้งแรกในช่วงอายุก่อน 30 ปี แต่ผู้ป่วยบางส่วนอาจจะมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 40-50 ปี
ผลกระทบที่สำคัญที่เห็นได้ชัดคือ เสียสุขภาพกาย ต้องทรมานจากความปวด บางรายปวดรุนแรงมากจนแทบอยากจะวิ่งเอาหัวชนฝาผนัง บางรายก็ปวดข้ามวันข้ามคืนจนนอนหลับไม่สนิท บ้างก็คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลียจนเสียสมรรถภาพการเรียนการทำงาน ไมเกรนเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ทำงานประเภทใช้ความคิดต้องขาดงานเป็นจำนวนมาก ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจไม่น้อย ถ้าเป็นบ่อยมากเป็นรุนแรงมากๆ ก็ทำให้เสียสุขภาพจิตได้
สาเหตุของไมเกรน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ระยะหลังมานี้มีคณะวิจัยทางด้านจีโนมิกส์ พบว่า ion-transport gene อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคไมเกรน พบว่าระบบประสาทของผู้ที่เป็นไมเกรนไวต่อการเปลี่ยนแปลงในร่างกายและสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นไมเกรน เมื่อระบบประสาทมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือด และเส้นประสาทรอบๆ สมอง
ความผิดปกติที่ระดับสารเคมีในสมอง การสื่อกระแสในสมอง หรือการทำงานที่ผิดปกติไปของหลอดเลือดสมอง
อาการปวดศีรษะไมเกรน เดิมเชื่อว่าเกิดจากหลอดเลือดในสมองมีการหดตัวเกิดขึ้น หลังจากนั้นร่างกายมีการตอบสนองโดยการทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว ซึ่งการขยายตัวของหลอดเลือดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้น
ปัจจัยการเกิดไมเกรน
1.อาหาร การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารที่ใส่ผงชูรส ใส่สารถนอมอาหาร อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ สารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น คาเฟอีน ช๊อคโกแล็ต ผงชูรส สารไนเตรท สารไทรามีน
2.การนอนหลับ การนอนหลับมากหรือน้อยเกินไปสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดได้ จากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าฮอร์โมนเมลาโทนินเกี่ยวข้องกับการขยายและหดตัวของหลอดเลือดในสมอง
3.ฮอร์โมน ผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นไมเกรนมักจะมีอาการปวดในช่วงที่มีประจำเดือน และความรุนแรงและระยะเวลาในการปวดมักจะมากกว่าหรือการปวดในช่วงอื่น การตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ มักจะทำให้อาการปวดไมเกรนแย่ลง
4.สิ่งแวดล้อม อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง เช่น อากาศร้อน ตากแดด กลิ่นบางอย่าง เช่น น้ำหอม ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
5.ความหิว มีการศึกษาวิจัยพบว่าความหิวเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดไมเกรนเท่าๆ กับความวิตกกังวล ความโกรธ และภาวะซึมเศร้า
6.ความเครียด ผู้ที่มีความเครียดและไม่สามารถจัดการกับความเครียดในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ จะมีโอกาสเกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อยและรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่เครียด
อาการ
อาการปวดศีรษะในโรคไมเกรนมีลักษณะสำคัญ คือ มักมีอาการปวดข้างเดียว เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดตื้อๆ อาการปวดมักเป็นมาก ปานกลาง ถึงรุนแรง และมักเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว ระยะเวลาของอาการปวดเกิดขึ้นได้แตกต่างกันได้มาก
ภาวะที่ผู้ป่วยไวต่อสิ่งเร้าได้ง่ายขึ้นก็พบได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่มักอยากอยู่ในห้องมีดและเงียบเพราะจะทำให้อาการปวดศีรษะดีขึ้น
ปัจจุบัน สามารถป้องกันอาการไมเกรนได้ด้วย Omega-3 คือ EPA และ DHA ที่มีอยู่ใน วิน ฟิช ออย 1000
วิธีรับประทาน วิน ฟิช ออย 1000
- ผู้ใหญ่ 1-3 เม็ด ต่อ วัน อาจเพิ่มปริมาณได้ตามต้องการในกรณีที่มีปัญหาสุขภาพ
หากรับประทานน้ำมันปลาเป็นประจำ วันละ 1 – 3 แคปซูล
จะได้คุณประโยชน์จากน้ำมันปลา วันละ 1 – 3 กรัม
Fish Oil 1000
-สารสกัดธรรมชาติจากปลาทะเลลึกในน้ำเย็นจัดของมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกเหนือและนอร์เวย์
-คุณภาพสูง เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของกรดไขมันโอเมก้า-3 ได้แก่ EPA และ DHA
-1 แคปซูล = น้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม (1 กรัม) มีปริมาณ EPA 180 มิลลิกรัม และ DHA 120 มิลลิกรัม
ปริมาณและราคา
ขวดขนาด 30 แคปซูล ราคา 630 บาท
ขวดขนาด 60 แคปซูล ราคา 1,120 บาท
สั่งซื้อที่
คุณ วีระชัย ทองสา โทร. 084-6822645 , 085-0250423
อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com
น้ำมันปลา.....หลากหลายประโยชน์ต่อสุขภาพ
1.โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานที่พบบ่อย คือ เบาหวานชนิดที่สองที่มักพบในผู้ใหญ่ที่อ้วน ซึ่งนักวิจัยชาวเนเธอร์แลนด์ค้นพบว่า กรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลา จะช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน
2.ปวดไมเกรน
กรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลา จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารพรอสตาแกลนดิน และลดการหลั่งสารซีโลโทนิน ทำให้การเกาะตัวของเกร็ดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมองลจึงมีส่วนช่วยลดอาการไมเกรนได้
3.โรคหอบหืด
การรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ที่เป็นตัวการสำคัญให้เกิดอาการของหอบหืดขึ้น คือ สารลิวโคไตรอิน และพรอสตาแกลนดิน ดังนั้นการรับประทานนักมันปลาอย่างต่อเนื่องจากช่วยบรรเทาอาการหอบหืดได้
ปัจจุบัน กรดไขมันไม่อิ่มตัว Omega-3 คือ EPA และ DHA มีอยู่ใน วิน ฟิช ออย 1000
วิธีรับประทาน วิน ฟิช ออย 1000
- ผู้ใหญ่ 1-3 เม็ด ต่อ วัน อาจเพิ่มปริมาณได้ตามต้องการในกรณีที่มีปัญหาสุขภาพ
หากรับประทานน้ำมันปลาเป็นประจำ วันละ 1 – 3 แคปซูล
จะได้คุณประโยชน์จากน้ำมันปลา วันละ 1 – 3 กรัม
Fish Oil 1000
-สารสกัดธรรมชาติจากปลาทะเลลึกในน้ำเย็นจัดของมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกเหนือและนอร์เวย์
-คุณภาพสูง เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของกรดไขมันโอเมก้า-3 ได้แก่ EPA และ DHA
-1 แคปซูล = น้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม (1 กรัม) มีปริมาณ EPA 180 มิลลิกรัม และ DHA 120 มิลลิกรัม
ปริมาณและราคา
ขวดขนาด 30 แคปซูล ราคา 630 บาท
ขวดขนาด 60 แคปซูล ราคา 1,120 บาท
สั่งซื้อที่
คุณ วีระชัย ทองสา โทร. 084-6822645 , 085-0250423
อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com